ผลกระทบของสื่อเทคโนโลยีที่มีต่อบุคคลตาม Generation
วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559
บำรุงผิวใสๆ โชว์ผิวสวยๆ ด้วยเครื่องสำอางถูกและดีจาก 7-11 By Smooto
บำรุงผิวใสๆ โชว์ผิวสวยๆ ด้วยเครื่องสำอางถูกและดีจาก 7-11 By Smooto
เชื่อเถอะว่าการแต่งหน้าให้สวยใสพื้นฐานคือ “ผิวที่ดี” ค่ะ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนผิวไม่ดีจะหมดสิทธิ์แต่งหน้าสวยน๊า
อีฟหมายถึงว่า คนผิวดี ไม่ว่าจะแต่งอะไรก็ง่าย และสามารถเผยผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
การดูแลผิวจึงสำคัญมากๆๆเลยที่จะทำให้ผิวหน้าของเราสุขภาพดี
เพราะเอาจริงๆการแต่งหน้ามันเป็นการปกปิดจุดบกพร่องและเสริมให้เราดูดีขึ้น
ซึ่งปัญหาหลักของสาวๆอีฟว่าน่าจะเป็นเรื่องของสีผิวไม่สม่ำเสมอ
พวกรอยสิว รอยผ้ากระจุดด่างดำต่างๆใช่มั้ยเอ่ย
ตอนนี้อีฟใช้ผลิตภัณฑ์จาก Smooto (สมูทโตะ) ซึ่งเป็นเครื่องสำอางจากประเทศญี่ปุ่น
เค้ามีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาทางด้านนี้โดยตรง แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามาจากประเทศญี่ปุ่นแล้วจะแพง
เครื่องสำอางของเค้าราคาหลักร้อยต้นๆเท่านั้นเอง!! ร้อยต้นๆนี่คือไม่เกิน 150 บาทนะ พูดเลย
และเค้ายังมีผลการศึกษายืนยันประสิทธิภาพด้วยค่ะ
เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
1. Smooto Premium Collagen Whitening Serum
2. Smooto Premium Sunscreen Whitening Essense SPF 50
มาดูที่ตัวเซรั่มก่อน
Smooto Premium Collagen Whitening Serum
ตัวนี้เค้าช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดรอยแผลเป็นพวกรอยสิว และฝ้ากระจุดด่างดำ ทำให้ผิวชุ่มชื้นและนุ่มขึ้นค่ะ
ซึ่งตัวเซรั่ม เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ของผิวได้ 7 ประการ
1. ฟื้นฟูบำรุงผิว 2. ผิวกระจ่างใส 3. ไม่ทำให้เกิดสิว 4. ชุ่มชื้น 24 ชม.
5. รุขุมขนเรียบเนียน 6. จุดด่างดำดูจางลง 7. ผิวกระชับน่าสัมผัส
ส่วนประกอบนะคะ เผื่อเพื่อนๆแพ้ตัวไหนจะได้หลีกเลี่ยงได้ค่ะ
ซึ่งส่วนประกอบที่สำคัญของเค้าคือ 3 อย่างนี้ค่ะ
1. Moist24 สารสกัดจากพืชทะเลทราย Cylindrica Root ช่วยโอบอุ้มน้ำให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน 24 ชั่วโมง
ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ เรียบเนียน ลดอาการแห้ง ลอก การระคายเคือง ผิวดูมีสุขภาพดีจากภายใน
2. NanoWhite สารสกัดไวท์เทนนิ่ง มีขนาดอนุภาคเล็กระดับนาโน ช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผิวคล้ำเสีย ฝ้า กระ จุดด่างดำ
โดยเป็นการทำงานร่วมกันของ อาร์บูติน, กลูต้าไธโอน, วิตามินซี บรรจุอยู่ในรูปแบบไลโพโซม เพื่อนำพาสารสกัดให้ซึมลงสู่ผิวชั้นในได้
3. Alpine rose stem cell สารสกัดจากเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ของกุหลาบพันปีบนเทือกเขาแอลป์ ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้แก่ผิวชั้นนอก
เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ผิว ผิวจึงดูเรียบเนียน กระชับ กระจ่างใส ลดรอยแดง การระคายเคือง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาดูเนื้อผลิตภัณฑ์กัน
เมื่อบีบออกมาจากหลอด จะเป็นเซรั่มที่เป้นเนื้อเจล
ไม่เหนียวเหนอะหนะ เมื่อทาลงไปบนผิวจะดูชุ่มชื้นขึ้น และสักพักเนื้อเซรั่มจะซึมลงผิว แห้งเร็วมาก
เมื่อทาลงไปบนผิวหน้า ตอนลงไปใหม่ๆผิวจะเงาๆ
แต่พอสักพักเมื่อเซรั่มซึมแล้วจะดูแทบไม่แตกต่าง เพราะเนื้อเซรั่มไม่ทิ้งคราบ หรือความมันใดๆไว้เลย
ทั้งๆที่อีฟเป็นคนผิวมัน แต่ตัวนี้ไม่เหนอะหนะเลยจริงๆ ทาได้เต็มที่
ตัวเซรั่มสามารถทาได้ทั้ง เช้า-ก่อนนอน เลยนะคะ
เมื่อเราทาเซรั่มบำรุงผิวแล้ว หากใครหน้ามันขั้นเทพ อีฟว่าสามารถทา BB Cream ต่อได้เลย
แต่ถ้าใครผิวแห้ง แนะนำว่าทาครีมบำรุงตามปกติอีกชั้นเพื่อความชุ่มชื้นมากขึ้นค่ะ
เมื่อทาเซรั่มแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือครีมป้องกันแสงแดดค่ะ
เพราะแดดประเทศไทยนั้น.... ไม่อยากจะบรรยาย แค่พูดว่าแดด ก็ร้อนละ
ซึ่งถ้าเราไม่ทากันแดด แน่นอนว่าที่เราบำรุงไปก็เสียเปล่านะคะ
BB Cream ตัวนี้มี Spf 50 PA+++ จะเป็น BB Cream สไตล์ญี่ปุ่น คือจะเบาๆ สบายผิว
ไม่เหมือนของเกาหลีที่จะเน้นปกปิดค่า คืองานญี่ปุ่นนี่เค้าจะเน้นงานโชว์ผิวจริงๆ
ซึ่งตัว BB Cream ก็จะช่วยปรับสภาพผิว เป็นmakeup baseในตัว ไม่เหนียวเหนอะหนะ กันเหงื่อได้พอประมาณ
เนื้อผลิตภัณฑ์จะข้นๆนิดหน่อย เวลาปาดลงไปแล้วจะปรับสภาพผิวให้ดูผ่องขึ้น
อีฟว่าตัวนี้ undertone ค่อนข้างชมพู เวลาใช้แนะนำให้ทาแป้งที่ออกเหลืองๆหน่อยจะพอดีค่ะ
แต่ถ้าใช้แป้งที่เพิ่มความขาว หรือ undertone ชมพูเข้าไปอีก อาจจะทำให้หน้าลอยได้เน๊อ
เมื่อทาลงไปบนผิว ตอนที่ยังไม่ได้เกลี่ย จะเห็นว่าเนื้อ BB Cream ไม่ได้ทึบแสง หรือหนาเลย
ก็จะยังเห็นเป็นผิวๆอยู่ พอเราเกลี่ยแล้วผิวก็ดูใสๆดี ไม่ได้เน้นการปกปิดอะไรมาก
เมื่อทาเซรั่ม + BB Cream แล้ว ผิวก็ดูสดใสขึ้นนะ
โปรดมองข้ามใต้ตาคล้ำๆไปเพราะนอนดึก 5555
จากนั้นอีฟจะทา Concealer ใต้ตา และทาแป้งทับเลยค่ะ
จากนั้นเราก็แต่งหน้าตามปกติได้เลย
ช่วงนี้อีฟจะชอบปัดแก้มและทาปากให้เป็นสีชมพูสดใสเข้าไว้ค่ะ
ตาแค่เขียน liner กับขนตาบางๆ ให้ตาดูไม่โล้นก็พอจ้า 555
โดยสรุปนะคะ "ความคิดเห็นส่วนตัว"
- สำหรับตัวเซรั่ม อีฟชอบที่เนื้อไม่หนา ไม่หนัก ไม่เหนอะหนะ เพราะอีฟเป็นคนผิวมัน
แต่เรื่องความชุ่มชื้นที่เคลมไว้อีฟว่ายังไม่ได้ชุ่มชื้นมากค่ะ เพราะบางทีก็ยังรู้สึกแห้งไปนิด
อีฟก็ต้องทาครีมบำรุงตัวอื่นๆทับอีกชั้น ส่วนเรื่องความขาวใสครีมทุกตัวต้องใช้ในระยะยาวค่ะถึงจะชัดเจน
แต่ใช้ก็ดีกว่าไม่ใช้นะ เพราะเอาจริงๆผิวเราก็ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องค่ะ
- ตัว BB Cream ค่ากันแดดสูงดีเหมาะกับอากาศประเทศไทยค่ะ 555
เนื้อบางเบาไม่เหนียวเหนอะหนะ เป็น makeup base ในตัว
เหมาะกับวันสบายๆไม่อะไรมาก อย่างที่บอกควรใช้กับแป้งที่ออกเลืองนิดนึง สำหรับคน undertone เหลือง
แต่ถ้าใครขาวอมชมพู ก็ใช้ได้ตามปกติค่า
ทั้ง 2 ตัวนี้ด้วยราคาที่สบายกระเป๋าม๊ากๆๆและหาซื้อง่าย มีติดโต๊ะเครื่องแป้งไว้ก็ไม่เสียหายค่ะ
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจ Smooto ลองเสิร์ชดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ
หรือ www.smootojapan.com
เครดิตข้อมูล: http://www.bemyeve.com/articledetail.asp?id=8426
วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559
เขื่อนรัชประภา
ชื่อเดิมคือ เขื่อนเชี่ยวหลาน แต่หลังจากการสร้างเขื่อนเสร็จ ก็ได้รับพระราชทานนามอย่างเป็นทางการว่า “เขื่อนรัชชประภา” หมายถึงแสงสว่างแห่งพระราชา
“เมืองไทยมีแบบนี้ด้วยหรือ” ความรู้สึกแรกที่ได้เข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ ได้นั่งเรือชมขุนเขารูปร่างแปลก ๆ และเกาะแก่งมากมายภายในเขื่อนเชี่ยวหลาน มันช่างเป็นอะไรที่มีความสุขมากเลยหละสำหรับคนที่ชอบเที่ยว และ ถ่ายรูป ความอุดมสมบูรณ์ของป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าคลองแสง เคยเป็นบ้านที่สงบสุขของสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด จากการสำรวจมีอยู่ 237 ชนิด ในจำนวนนี้มีสัตว์ชนิดหายากและชนิดที่กำลังจะสูญพันธ์รวมอยู่ด้วย แต่บ้านแหล่งนี้ก็ถูกทำลายลงด้วยการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน รัฐบาลได้อนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน โดยมีเงื่อนไขให้ กฟผ. ศึกษาถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการสร้างเขื่อนร่วมกับหน่วยงานของรัฐ
3 เมษายา 2529 เป็นวันที่ได้ทำการปิดอุโมงค์น้ำคลองแสง สองฝากฝั่งลำคลองแสงที่สัตว์ป่าเคยหากิน ถูกเปลี่ยนแปลงไปแบบกระทันหัน ทำให้สัตว์จำนวนไม่น้อยต้องหนีน้ำกันไปทุกทิศทุกทางโดยไม่รู้ว่าทิศทางไหนปลอดภัย ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เกิดเกาะแก่งมากมาย ถึง 162 เกาะ บ้างก็จมลงไปใต้น้ำ บ้างก็โผล่พ้นน้ำท้าทายสายลม สายฝนและแสงแดดจนถึงทุกวันนี้ แหล่งที่เคยเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า ก็ถูกน้ำท่วมหลายชีวิตที่รอด แต่อีกหลายชีวิตก็ต้องจมลงไปกับอ่างเก็บน้ำ ถิ่นที่อยู่เคยกว้างขวางก็ค่อย ๆ เหลือน้อยลงทุกที สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องอดอาหารและเกิดการแย่งชิงที่อยู่ที่มีอยู่อย่างจำกัด
เขื่อนรัชชประภาในทุกวันนี้นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย” มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกันไม่ขาดสาย ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นได้มีรายได้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแล้วนั้น ยังช่วยให้ชาวบ้านได้ทำการประมงในตัวเขื่อน แล้วยังมีประโยชน์ในการช่วยลดปริมาณน้ำทะเลหนุนบริเวณปากอ่าวซึ่งช่วยแก้ปัญหาน้ำเสีย ช่วยในเรื่องของการชลประทาน ลดปัญหาน้ำท่วม และการผลิตกระแสไฟฟ้า นี่เป็นผลประโยชน์จากเขื่อนรัชประภาทั้งนั้น
ล่องเรือชมเขื่อน ในบรรยากาศกุ้ยหลินเมืองไทย
ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์เหนือเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จากภูมิประเทศที่เป็นเขาหินปูน และล้อมรอบด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่ในเขื่อน ดูสวยงามแปลกตาจนได้รับฉายาว่า กุ้ยหลินเมืองไทย พิชิตจุดชมวิวเขาคมดาบ เพื่อชมทิวทัศน์ของทะเลสาบเหนือเขื่อนรัชชประภา
หิน 3 เกลอ หรือกุ้ยหลินเมืองไทย
แหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่ออีกแห่งหนึ่งของเขื่อนเชี่ยวหลาน ถือว่าเป็น Highlight ที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาดชม คือ หิน 3 เกลอ หรือกุ้ยหลินเมืองไทย ความอัศจรรย์ของธรรมชาติ เป็นเสาหินหรือเกาะหินปูนกลางน้ำตั้งตะหง่านเรียงรายกลางท้องน้ำสีมรกต

ที่พักแบบเรือนแพ
ที่พักแบบเรือนแพ มีให้เลือกหลายแห่ง ทั้งของทางอุทยานแห่งชาติเขาสก, ของกรมป่าไม้, ที่พักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และของเอกชน มีอาหารบริการ และสามารถพายเรือคายัค หรือ เล่นน้ำ ที่หน้าแพที่พัก
เครดิตข้อมูล: http://www.doubleenjoy.com/WebboardDetail.aspx?idx=204
เครดิตข้อมูล:https://sites.google.com/site/zatantrick/sthan-thi-thxng-theiyw-kheuxn-rach-ch-prapha
วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559
5 สูตรหมักผมจากไข่ ฟื้นบำรุงสารพัดผมเสียด้วยวิธีธรรมชาติ
5 สูตรหมักผมจากไข่ ฟื้นบำรุงสารพัดผมเสียด้วยวิธีธรรมชาติ
ผมเสีย ผมมัน ผมแห้งชี้ฟูและแตกปลาย ฯลฯ สารพัดปัญหาผมเหล่านี้เชื่อว่าสาวๆ หลายคนล้วนเคยประสบด้วยกันทั้งนั้น และคุณรู้มั้ยคะว่า “ไข่ไก่” มีคุณสมบัติช่วยบำรุงผมได้อย่างล้ำลึก สาวคนไหนที่อยากแก้ปัญหาผมเสียต่างๆ ให้กลับมามีเส้นผมนุ่มสลวยสุขภาพดีและเงางามอีกครั้ง เราจะมาชวนคุณใช้สูตรหมักผมจากไข่ไก่กันค่ะ หากพร้อมแล้วตามมาดู 5 สูตรดังนี้เลย
5 สูตรหมักผมจากไข่ ฟื้นบำรุงสารพัดผมเสียด้วยวิธีธรรมชาติ
สูตรที่ 1 บำรุงผมให้นุ่มลื่น
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่แดง และเบียร์ 1 ถ้วยตวงวิธีทำ นำไข่แดงมาตีจนแตกตัวจากนั้นผสมให้เข้ากันกับเบียร์ ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าฟองหมดแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีค่ะ จากนั้นสระผมให้สะอาด สำหรับสูตรนี้จะช่วยบำรุงผมของคุณให้นุ่มลื่นและจัดทรงง่ายมากขึ้น
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่แดง และเบียร์ 1 ถ้วยตวงวิธีทำ นำไข่แดงมาตีจนแตกตัวจากนั้นผสมให้เข้ากันกับเบียร์ ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าฟองหมดแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีค่ะ จากนั้นสระผมให้สะอาด สำหรับสูตรนี้จะช่วยบำรุงผมของคุณให้นุ่มลื่นและจัดทรงง่ายมากขึ้น
สูตรที่ 2 ลดปัญหาผมมัน
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ขาว 2 ฟองและมะนาว 1 ลูกวิธีทำ คั้นน้ำมะนาวมาผสมกับไข่ขาวค่ะ คนให้ส่วนผสมเข้ากันดีแล้วนำมาหมักผมพร้อมกับใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ จากนั้นปล่อยเอาไว้ประมาณ 30 นาทีจึงสระผมตามปกติ แนะนำให้ทำสูตรนี้สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็จะช่วยแก้ปัญหาผมมันและลดความมันบนหนังศีรษะให้น้อยลงได้แล้ว
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ขาว 2 ฟองและมะนาว 1 ลูกวิธีทำ คั้นน้ำมะนาวมาผสมกับไข่ขาวค่ะ คนให้ส่วนผสมเข้ากันดีแล้วนำมาหมักผมพร้อมกับใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ จากนั้นปล่อยเอาไว้ประมาณ 30 นาทีจึงสระผมตามปกติ แนะนำให้ทำสูตรนี้สัปดาห์ละ 1 ครั้งก็จะช่วยแก้ปัญหาผมมันและลดความมันบนหนังศีรษะให้น้อยลงได้แล้ว
5 สูตรหมักผมจากไข่ ฟื้นบำรุงสารพัดผมเสียด้วยวิธีธรรมชาติ
สูตรที่ 3 ลดปัญหาผมแห้งเสียและชี้ฟู
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ขาว 1 ฟอง โยเกิร์ต 4 ช้อนโต๊ะและมายองเนส 2 ช้อนโต๊ะวิธีทำ ตีไข่ขาวให้เกิดฟองจากนั้นผสมกับโยเกิร์ตและมายองเนส คนจนได้ส่วนผสมที่เข้ากันแล้วนำมาหมักผมประมาณ 30 นาที จากนั้นสระผมให้สะอาด สำหรับสูตรนี้แนะนำให้สาวๆ หมักได้บ่อยตามที่ต้องการเลยค่ะ หรืออย่างน้อยก็ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นประจำ รับรองสุขภาพเส้นผมที่แห้งเสียจะค่อยๆ ได้รับการฟื้นบำรุง จนมีสุขภาพผมที่ดีขึ้น ผมนิ่มมีน้ำหนักจัดทรงง่ายและยังช่วยลดปัญหาผมชี้ฟูได้อีกด้วย
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ขาว 1 ฟอง โยเกิร์ต 4 ช้อนโต๊ะและมายองเนส 2 ช้อนโต๊ะวิธีทำ ตีไข่ขาวให้เกิดฟองจากนั้นผสมกับโยเกิร์ตและมายองเนส คนจนได้ส่วนผสมที่เข้ากันแล้วนำมาหมักผมประมาณ 30 นาที จากนั้นสระผมให้สะอาด สำหรับสูตรนี้แนะนำให้สาวๆ หมักได้บ่อยตามที่ต้องการเลยค่ะ หรืออย่างน้อยก็ควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นประจำ รับรองสุขภาพเส้นผมที่แห้งเสียจะค่อยๆ ได้รับการฟื้นบำรุง จนมีสุขภาพผมที่ดีขึ้น ผมนิ่มมีน้ำหนักจัดทรงง่ายและยังช่วยลดปัญหาผมชี้ฟูได้อีกด้วย
สูตรที่ 4 บำรุงผมให้นิ่มสลวยและมีน้ำหนัก
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ไก่ โยเกิร์ตและน้ำผึ้งวิธีทำ นำไข่ไก่มาตีให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันจากนั้นผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้งค่ะ คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอีกครั้งแล้วนำมาหมักผม พร้อมนวดเบาๆ จากนั้นสวมหมวกคลุมผมแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีจึงสระผมให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยฟื้นบำรุงผมให้มีน้ำหนัก ผมจะนิ่มสลวย หนาหนุ่มและเงางามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่ไก่ โยเกิร์ตและน้ำผึ้งวิธีทำ นำไข่ไก่มาตีให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันจากนั้นผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้งค่ะ คนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอีกครั้งแล้วนำมาหมักผม พร้อมนวดเบาๆ จากนั้นสวมหมวกคลุมผมแล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีจึงสระผมให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยฟื้นบำรุงผมให้มีน้ำหนัก ผมจะนิ่มสลวย หนาหนุ่มและเงางามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
5 สูตรหมักผมจากไข่ ฟื้นบำรุงสารพัดผมเสียด้วยวิธีธรรมชาติ
สูตรที่ 5 บำรุงผมแห้งเสียและแตกปลาย
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่แดง น้ำผึ้งและน้ำมันมะพร้าว (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้)วิธีทำ ให้นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างนี้มาตีจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ จากนั้นนำมาหมักผมเอาไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วสระผมให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยแก้ปัญหาผมแห้งเสียแตกปลายและช่วยลดปัญหาผมที่แตกปลายลงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมอย่างล้ำลึก ทำให้ผมที่แห้งเสียนั้นค่อยๆ กลับมามีสุขภาพดี นุ่มสลวยและชุ่มชื้นจนคุณสัมผัสได้
ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : ไข่แดง น้ำผึ้งและน้ำมันมะพร้าว (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้)วิธีทำ ให้นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างนี้มาตีจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันค่ะ จากนั้นนำมาหมักผมเอาไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วสระผมให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยแก้ปัญหาผมแห้งเสียแตกปลายและช่วยลดปัญหาผมที่แตกปลายลงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงผมอย่างล้ำลึก ทำให้ผมที่แห้งเสียนั้นค่อยๆ กลับมามีสุขภาพดี นุ่มสลวยและชุ่มชื้นจนคุณสัมผัสได้
สาวคนไหนที่มีปัญหาผมเสียอย่างแตกต่างกัน ลองหยิบเอา 5 สูตรหมักผมจากไข่ที่เรานำมาฝากไปใช้กันดูสิคะ หมักผมให้ตรงจุดตรงที่คุณเจอปัญหาอยู่ รับรองสูตรหมักผมจากธรรมชาติเหล่านี้จะช่วยเคลียร์ทุกปัญหาผมเสียได้อย่างอยู่หมัดชัวร์
เครดิตข้อมูล: http://beautifulstarthere.com/index.php/beauty/hair/435-5-tips-to-hair-treatment-with-egg
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559
เปิดตำนานรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฎ จันทบุรี
เปิดตำนานรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฎ จันทบุรี
ถ้าพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ต่างๆ ที่ผู้คนนิยมไปสักการะบูชากราบไหว้ หนึ่งในนั้นต้องมี "รอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฎ" ที่จังหวัดจันทบุรีถ้าพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ต่างๆ ที่ผู้คนนิยมไปสักการะบูชากราบไหว้ หนึ่งในนั้นต้องมี "เขาคิชฌกูฎ" ที่จังหวัดจันทบ
เขาคิชกุฏจันทบุรี
ยอด "เขาคิชฌกูฏ" ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ต.พลวง กิ่ง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เขาคิชฌกูฏ ที่จังหวัดจันทบุรี เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือว่าสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ "รอยพระพุทธบาท" มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทห่างจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กม.
ที่มาของชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น ในตำนานศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า เขาคิชฌกูฎอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธเป็นยอดเขาที่มีแนวเขาล้อมโดยรอบ และเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในอดีต เป็นความดำริของพระครูธรรมสรคุณซึ่งเป็นกรรมการและเป็นหลักในการพัฒนาพระบาทพลวงตั้งแต่ พ.ศ. 2515 ได้เสนอใช้ชื่อ พระบาทเขาคิชฌกูฎ (พลวง) เหตุผลเพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่พุทธศาสนาเจริญกว่าเมืองไหนๆ แม้กระทั่งประเทศอินเดีย
โดยสภาพภูมิประเทศคล้ายคลึงและบนยอดเขามีสิ่งศกดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ คือ รอยพระพุทธบาท และหินลูกบาตร ที่ตั้งข้างรอยพระพุทธบาท อยู่ในลักษณะคล้ายลอยอยู่ริมลานพระพุทธบาทฝั่งตรงข้ามหินลูกบาตรมีรอยพระหัตถ์ไปรับหินก้อนนี้ และในหินก้อนนี้ ตรงข้ามกันรอยพระหัตถ์ มีรูปรอยเท้าใหญ่ (รอยเท้าพญามาร) ใต้พระบาทมีถ้ำตาฤาษี
จึงน่าจะใช้ชื่อนี้เป็นที่ระลึกถึงพระบรมศาสดา ในทุกๆ ปีจะมีพิธีเปิดและพิธีปิดการขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ พระครูธรรมสรคุณ ยังได้สอนว่า "เท้าของพระพุทธองค์ แม้ประดิษฐานอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ถ้าเรามีความเชื่อมั่น เคารพกราบไหว้ด้วยใจ อธิษฐานแล้ว ย่อมเกิดผลสำเร็จแก่ผู้นั้นทุกคนและเป็รสิริมงคลแก่ผู้นั้นตลอดไป"
แต่ต้องตั้งจิตอธิษฐานให้ดี ปราถนาสิ่งใดที่ดีที่ชอบขอได้ตามความพอใจ กลับไปจะมีแต่ความปลอดภัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและเทพยดาที่รักษารอยพระพุทธบาทแห่งนี้ จะอำนวยอวยพรให้ท่านได้รับแต่ความสขตามสมบูรณ์พูลผล ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป
ซึ่งผู้อยากจะขึ้นไปสักการะบูชาสิงศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขานั้นจะต้องมีจิตศรัทธาที่แรงกล้า เนื่องจากต้องเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาอีกราว 3 กม. ท่ามกลางผู้คนที่มีศรัทธาเดียวกันมากมายที่เบียดเสียด เพราะการจะขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี หรือช่วงช่วงประมาณปลายเดือนมกราคม - เดือนมีนาคม (ในปี 2559 นี้ คือระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 7 เมษายน 2559) หรือแค่ประมาณ 2 เดือนต่อปีเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากพุทธศาสนิกชนมากมายจากหลายที่ต่างถิ่น จะพร้อมใจกันมาสักการะบูชาแผ่นหินซึ่งเชื่อว่าประทับรอยพระพุทธบาทไว้ จะได้อานิสงส์แรงกล้า เปรียบได้กับการได้เข้าเฝ้าองค์พระศาสดาถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่
ปัจจุบันได้มีการจัดเดินป่าขึ้นยอดเขาคิชฌกูฏ เพื่อไปสักการะบูชารอยพระพุทธบาทจนกลายเป็นงานประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานาน โดยมีความเชื่อว่าจะได้บุญสูง และเป็นการฝึกจิตใจให้มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก...ในอดีตจะเป็นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขา แต่ในปัจจุบันมีรถบริการให้ประชาชน ได้เดินทางขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น
เรื่องเล่าความลี้ลับของผู้ที่หลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของเขาคิชฌกูฏ ที่จังหวัดจันทบุรี
พระครูธรรมสรคุณ (ท่านพ่อเขียน) เล่าว่า "พวกที่ไปด้วยไม่ศรัทธาจะถูกรุกขเทวดาที่ปกปักรักษารอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏลงโทษบ่อย ๆ ทุกปี" ดังกรณี ปี 2513 มีชนศาสนาอื่นมาจากจังหวัดระยองขึ้นเขาพระบาทเพื่อไปเที่ยวสนุกกับเพื่อน เพื่อนๆพากันนมัสการรอยพระพุทธบาท แต่เขาไม่และหัวเราะเยาะเพื่อนว่า หลงไปกราบหิน กราบรอยอะไรก็ไม่รู้ และไม่ถอดรองเท้าเมื่อเข้าไปลานพระพุทธบาท เขารู้สึกง่วงไปนอนบนลานหินทางทิศใต้ของรอยพระพุทธบาทและหลับไป และผันว่าวิ่งลงมาจากที่สูงแต่ที่จริงใช้หลังวิ่งกลิ้งลงไป หัวกระแทกหินแตกหลายแผล สลบไปหลายชั่วโมง
อีกรายหญิงสาววัยรุ่นไม่เคารพปูชนียสถานเข้าไปลานพระพุทธบาทโดยไม่ถอดรองเท้า ขณะนั้นเองค์เทวดาที่รักษาองค์พระพุทธบาท บัลดาลให้ลมพัดอย่างแรง พัดพาร่างหญิงสาวปลิว ทรงกายไม่อยู่เสียหลักไปชนหินสลบไป
สองกรณีเป็นเรื่องเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ยังมีผู้ไม่รู้และไม่ศรัทธายังลบหลู่ปูชนียสถาน นึกว่าเป็น "ที่ท่องเที่ยว"ขึ้นไปลานพระพุทธบาทเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งทำให้เกิดผลร้ายอยู่เนื่องๆ ขึ้นไปถึงลานพระพุทธบาทจงทำแต่ความดีทั้งกายใจและจิตส่งกระแสไปยังพระพุทธองค์อุปมาเหมือนท่านยังทรงมีชีวิต ประทับอยู่ต่อหน้าผู้ไปนมัสการ
ข้อปฏิบัติในการเดินทางขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ
1. ไหว้พระบาทจำลอง ที่ต้นศรีมหาโพธิ์
2. ขึ้นศาลาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 9 องค์ ปิดทองรูปใด ขอพรขอบารมีรูปนั้นให้ครบ 9 ครั้ง
3. จุดเทียนธูป หน้าห้องกระจก ตั้งสัจจะขอในสิ่งที่เราต้องการต่อหน้าสังขาร พระครูพุทธบทบริบาร (หลวงพ่อนัง)
4. ประพรมน้ำพุทธมนต์ ให้เป็นสิริมงคลก่อนขึ้นเขา
5. ตั้งสัจจะ ขอที่พระอภิบาลมงคลพุทธไสยาสน์
6. จุดเปลี่ยนรถที่ 1 ไหว้เจดีย์กลางเขา เจ้าแม่กวนอิม, พระพรหม, พระพิฆเนศวร, แม่โพสพ, บาตรแห่งมหาโชคลาภ
7. เปลี่ยนรถที่ 2 ไหว้พระสิวลี พระแม่ธรณีบีบมวยผมพระนอน, พระมาลัย
8. ท้าวเวสสุวรรณ, ท้าวพิเภก, พระพิฆเนศวร, แม่ธรณีบีบมวยผม แล้วเคาะระฆัง 2 ข้างทาง
9. สิ่งมหัศจรรย์ รอยเสือใหญ่, รอยกวางทอง, พระศิวะ, พระนาคปรก
10. จุดพักขึ้นประตูสวรรค์ ไหว้พระป่าเรไร, ถวายสังฆทาน, ไหว้พระพรหม แล้วเคาะระฆังขึ้นสวรรค์
11. ไหว้หมอชีวกโกมารภัทร, ฆ้อง, ธรรมจักร, นมัสการรอยพระบาท, เจ้าแม่กวนอิม, ท้าวมหาพรหมวิหาร(กองอำนวยการ)
12. ลานอินทร์ เป็นลานที่พระอินทร์ลงมาประทับที่สถานที่แห่งนี้ เลยนำรูปท่านมาประดิษฐานไว้ที่นี่ และมีผู้อธิษฐานขอแล้วประสบความสำเร็จในเรื่องเนื้อคู่, ที่อยู่อาศัย, ไหว้เทพเทวดา, สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ, พระปิยมหาราช, สมเด็จพระพุฒาจารย์โต (พรหมรังษี) ด้านข้างเป็นจุดชมวิวสวยงามมากเป็นหุบเขาที่เขียวชอุ่ม มีเขื่อนเก็บน้ำ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์
13. นมัสการพระสิวลี, พระพิฆเนศวร
14. ปิดทอง ขอพรจากลูกแก้วสารพัดนึก
15. สักการะบาตรพระอานนท์ (บาตรใหญ่) ลานบายศรี เป็นที่บูชาเทพ
16. สักการะบาตรพระสิวลี บาตรแห่งความร่ำรวย
17. ไหว้แม่นางตะเคียน ให้โชคให้ลาภ
19. ลานพรหมบรรทม เป็นสถานที่พระพรหมบรรทม ควรไหว้พระและสวดมนต์บูชาพระพรหมบาตรพระโมคคัลลานะ อยู่ใกล้กับลานพรหมบรรทม
20. บาตรพระสารีบุตร และผ้าแดง เป็นสถานที่เดียวกับผ้าแดง ให้เขียนชื่อ นามสกุล บ้านเลขที่บนผ้าแดงแล้วอธิษฐานจิตตามปรารถนาค่ะ
2. ขึ้นศาลาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 9 องค์ ปิดทองรูปใด ขอพรขอบารมีรูปนั้นให้ครบ 9 ครั้ง
3. จุดเทียนธูป หน้าห้องกระจก ตั้งสัจจะขอในสิ่งที่เราต้องการต่อหน้าสังขาร พระครูพุทธบทบริบาร (หลวงพ่อนัง)
4. ประพรมน้ำพุทธมนต์ ให้เป็นสิริมงคลก่อนขึ้นเขา
5. ตั้งสัจจะ ขอที่พระอภิบาลมงคลพุทธไสยาสน์
6. จุดเปลี่ยนรถที่ 1 ไหว้เจดีย์กลางเขา เจ้าแม่กวนอิม, พระพรหม, พระพิฆเนศวร, แม่โพสพ, บาตรแห่งมหาโชคลาภ
7. เปลี่ยนรถที่ 2 ไหว้พระสิวลี พระแม่ธรณีบีบมวยผมพระนอน, พระมาลัย
8. ท้าวเวสสุวรรณ, ท้าวพิเภก, พระพิฆเนศวร, แม่ธรณีบีบมวยผม แล้วเคาะระฆัง 2 ข้างทาง
9. สิ่งมหัศจรรย์ รอยเสือใหญ่, รอยกวางทอง, พระศิวะ, พระนาคปรก
10. จุดพักขึ้นประตูสวรรค์ ไหว้พระป่าเรไร, ถวายสังฆทาน, ไหว้พระพรหม แล้วเคาะระฆังขึ้นสวรรค์
11. ไหว้หมอชีวกโกมารภัทร, ฆ้อง, ธรรมจักร, นมัสการรอยพระบาท, เจ้าแม่กวนอิม, ท้าวมหาพรหมวิหาร(กองอำนวยการ)
12. ลานอินทร์ เป็นลานที่พระอินทร์ลงมาประทับที่สถานที่แห่งนี้ เลยนำรูปท่านมาประดิษฐานไว้ที่นี่ และมีผู้อธิษฐานขอแล้วประสบความสำเร็จในเรื่องเนื้อคู่, ที่อยู่อาศัย, ไหว้เทพเทวดา, สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุ, พระปิยมหาราช, สมเด็จพระพุฒาจารย์โต (พรหมรังษี) ด้านข้างเป็นจุดชมวิวสวยงามมากเป็นหุบเขาที่เขียวชอุ่ม มีเขื่อนเก็บน้ำ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์
13. นมัสการพระสิวลี, พระพิฆเนศวร
14. ปิดทอง ขอพรจากลูกแก้วสารพัดนึก
15. สักการะบาตรพระอานนท์ (บาตรใหญ่) ลานบายศรี เป็นที่บูชาเทพ
16. สักการะบาตรพระสิวลี บาตรแห่งความร่ำรวย
17. ไหว้แม่นางตะเคียน ให้โชคให้ลาภ
19. ลานพรหมบรรทม เป็นสถานที่พระพรหมบรรทม ควรไหว้พระและสวดมนต์บูชาพระพรหมบาตรพระโมคคัลลานะ อยู่ใกล้กับลานพรหมบรรทม
20. บาตรพระสารีบุตร และผ้าแดง เป็นสถานที่เดียวกับผ้าแดง ให้เขียนชื่อ นามสกุล บ้านเลขที่บนผ้าแดงแล้วอธิษฐานจิตตามปรารถนาค่ะ
- การเดินทาง :-
มุ่งหน้าสู่ จังหวัดชลบุรี
จากนั้น ก่อนถึง ตัวเมืองชลบุรี
ให้ท่าน เลี้ยวซ้าย ไปตามป้ายบอกทางที่จะไป จังหวัดระยอง
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 8.7 กิโลเมตร
จากนั้น เลี้ยวซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 344 ไป จังหวัดระยอง
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 11.5 กิโลเมตร
จากนั้น เลี้ยวขวา ไป อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 90 กิโลเมตร
( หลักกิโลเมตรที่ 102 ทางหลวงหมายเลข 344 )
จากนั้น เลี้ยวซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 3
( หลักกิโลเมตรที่ 269 ทางหลวงหมายเลข 3 ) ไป จังหวัดจันทบุรี
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 56 กิโลเมตร
ก็จะถึง 4 แยกไฟแดง
( หลักกิโลเมตรที่ 324 - 325 ทางหลวงหมายเลข 3 )
จากนั้น เลี้ยวซ้าย เข้าถนนหมายเลข 3249
ไป อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ไป น้ำตกกระทิง
( ถ้า เลี้ยวขวา จะไป ตัวเมืองจันทบุรี )
( ถ้า ตรงไป จะไป จังหวัดตราด )
เมื่อ เลี้ยวซ้าย เข้าถนนหมายเลข 3249
ไป อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ไป น้ำตกกระทิง เรียบร้อยแล้ว
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 17.6 กิโลเมตร
จากนั้น เลี้ยวขวา ไป รอยพระพุทธบาท เขาคิชฌกูฏ
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 1 กิโลเมตร
จากนั้น เลี้ยวซ้าย
จากนั้น ขับตรงไป ประมาณ 2.7 กิโลเมตร
ขอบคุณข้อมูลจาก www.intaram.org , www.chanforchan.com, thai.tourismthailand.org/
ขอบคุณภาพประกอบจาก คู่หูเดินทาง
ขอบคุณภาพประกอบจาก คู่หูเดินทาง
ขอบคุณเส้นทางการเดินทาง http://www.hamanan.com/tour/chanthaburi/kkckfestival.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


